แนะนำ jQuery Hotkeys




เมื่อเดือนก่อนผมได้รับงานมาทำเป็นโปรเจคเกี่ยวกับการยืม - คืนเอกสาร การพัฒนาก็ใช้ PHP+Mysql กับ jQuery ระบบก็ใหญ่พอประมาณครับ ใช้เทคนิค Ajax ของ jQuery มาพัฒนาระบบทีนี้ ตัวระบบเองจะให้ผู้ใช้มานั่งคลิกแต่ปุ่ม (Button) ที่เราทำให้มันก็ยังไงๆ ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เช่นบางทีพิมพ์ข้อความอะไรลงไปในฟอร์มเสร็จแล้วต้องเลื่อนมือไปจับเมาส์ เพื่อคลิกปุ่ม Submit อีกทีเลยหาวิธีทำยังไงให้กดปุ่ม Enter ที่คีย์บอร์ดแล้วให้ฟอร์มมัน Submit เลย หรือจะค้นหาอะไรในระบบ กดแป้น F2 ที่คีย์บอร์ดแล้วให้ Panel ค้นหามันทำงาน เลยหาอ่าน Javascript Keycode อยู่พักนึงก็โอเคครับ มันทำได้แต่ว่าเวลาเขียนโค๊ดมันยาวไปหน่อย นั่งค้นไปค้นหา เลยเจอเจ้า jQuery Plugin ตัวนี้เข้าครับ jQuery Hotkeys สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผมได้เลย เพราะมันครบทุกปุ่มบนคีย์บอร์ดเลยครับ แจ่มมากๆ บอกเลย ส่วนวิธีใช้ก็ไม่ยากครับ include ไฟล์ js เข้าไปก็สามารถเรียกใช้งานได้เลย


ดาวน์โหลด

เทคนิคการรับค่าพารามิเตอร์ URL ปัจจุบันโดยใช้ JavaScript และ jQuery


เทคนิคเล็กๆน้อยๆ ในการรับค่าพารามิเตอร์ URL ปัจจุบันโดยใช้ Javascript หรือ jQuery นั้นสามารถทำได้ดังนี้ครับ
เช่น URL > http://www.example.com:8080/index.php#tab1?id=123
Javascript
Property                                            Result
--------------------------------------------------------------------------
window.location.host                          www.example.com:8080
window.location.hostname                  www.example.com
window.location.port                          8080
window.location.protocol                    http
window.location.pathname                  index.php
window.location.href                           http://www.example.com:8080/index.php#tab1
window.location.hash                          #tab1
window.location.search                       ?id=123

jQuery
Property                                            Result
--------------------------------------------------------------------------
$(location).attr('host');                         www.example.com:8080
$(location).attr('hostname');                 www.example.com
$(location).attr('port');                         8080
$(location).attr('protocol');                   http
$(location).attr('pathname');                 index.php
$(location).attr('href');                          http://www.example.com:8080/index.php#tab1
$(location).attr('hash');                         #tab1
$(location).attr('search');                      ?id=123

จะเห็นว่าไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ค่าพารามิเตอร์ URL ปัจจุบันเพื่อไปใช้งานอื่นๆต่อไปได้แล้ว

12 Free Fonts Websites สำหรับนักออกแบบ


การออกแบบเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์หรือโฆษณาในยุคปัจจุบัน นอกจากองค์ประกอบด้านรูปภาพ การใช้สี รวมถึงการจัดวางแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือลักษณะรูปแบบตัวอักษร (Fonts) ที่จะแสดงหรือปรากฏต่อผู้เข้าชม หรือผู้เยี่ยมชม ดังนั้นการจะหา Fonts มาใช้งานนั้นต้องดูดีๆครับ เพราะปัจจุบันบาง Fonts ไม่ฟรี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ได้ในภายหลัง วันนี้ผมอยากแนะนำ เว็บไซต์ Fonts ที่ฟรีที่สามารถให้เราไปดาวน์โหลดมาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์


1. Fonts.Com

Fonts
Fonts

2. DaFont

DaFont
DaFont

3. FontSpace

FontSpace
FontSpace

4. FontShack

FontShack
FontShack

5. Hype For Type

Hype For Type
Hype For Type

6. TypeTogether

TypeTogether
TypeTogether

7. Fontstruct

Fontstruct
Fontstruct

8. Urban Fonts

Urban Fonts
Urban Fonts

9. FontRiver

FontRiver
FontRiver

10. 1001 Free Fonts

1001 Free Fonts
1001 Free Fonts

11. FontFace

FontFace
FontFace

12. 1001Fonts

1001Fonts
1001Fonts
อ้างอิง : http://www.gu-soft.com/site/article/12-free-fonts-websites.html

SEO คืออะไร?


SEO (เอสอีโอ) มาจากคำเต็มว่า Search Engine Optimization คือ การทำให้เหมาะที่สุดสำหรับโปรแกรมค้นหา หรือขยายความง่ายๆว่าเป็น กระบวนการ ปรับแต่งเว็บไซต์ ตั้งแต่ การออกแบบ การเลือกใช้เครื่องมือในการทำงาน การเขียนโปรแกรมสนับสนุน จนถึงการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ หรือที่เราเรียกกันว่า “โฆษณา” ให้มีความสอดคล้อเหมาะสมกับระบบการทำงานของ Search Engine (เครื่องมือในการค้นหา) เพื่อให้สามารถทำอันดับต้นๆ ของSearch Engine (เครื่องมือค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Google, MSN, Yahoo, AOL เป็นต้น)

สรุปสั้นๆ SEO ก็คือกับการทำการประชาสัมพันธ์โดย มุ่งความสำคัญไปที่ การทำความเข้าใจว่า ระบบ อัลกอริทึม ของเสิร์ชเอนจิ้น ว่าทำงานอย่างไรแล้วปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทำงานสอดคล้องกับ อังกอริทึ่มนั้น
โดยอาศัยการวิเคราะห์ คำสำคัญ (Keyword) ในการค้นหา ที่มีผู้เยี่ยมชมมีความต้องการที่จะค้นหา เพื่อช่วยเลือกเว็บเพจที่ตอบสนองความต้องการ และตรงกับความสนใจของผู้ทำการค้นหามากที่สุดนั่นเองครับ

เทคนิค

เอสอีโอเป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ในเรื่องของผลลัพธ์การค้นหาด้วยคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) โดยเน้นให้ผลของคำที่ค้นหา ปรากฏอยู่ในส่วนของ "ผลการค้นหาธรรมชาติ" (natural search result หรือ organic search result) ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงในส่วนของผลลัพธ์ทางด้านซ้ายมือของเว็บเสิร์ชเอนจิน เวลาที่คนเข้ามาค้นหาในเว็บเสิร์ชเอนจิน เช่นที่กูเกิล ยาฮู หรือ บิง ด้วยคำสำคัญที่ต้องการค้นหาแล้ว จะปรากฏลิงก์ของเว็บไซต์เพื่อทำให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหา

การทำเอสอีโอนั้นจะประกอบไปด้วยสองส่วนหลัก ๆ คือ ปัจจัยภายใน (SEO onpage) และ ปัจจัยภายนอก (SEO offpage) ในส่วนของการปรับแต่งภายในนั้น ก็คือทุก ๆ อย่างที่เราสามารถควบคุมจัดการเองได้ภายในเว็บไซต์ของเรา เช่น การปรับแต่งหัวเรื่องของเว็บเพจ การปรับปรุง-เพิ่มคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ในหน้าเว็บไซต์ การจัดการโครงสร้างภายในของเว็บไซต์ และการใช้ meta tag เป็นต้น (แต่ในปัจจุบันเว็บเสิร์ชเอนจินเริ่มให้ความสำคัญ meta tag น้อยลงแล้ว (แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่) โดยเฉพาะ meta keyword) ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยภายนอกคือการจัดการภายนอกเว็บไซต์ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้วก็คือ การหาเว็บไซต์ที่สามารถเชื่อมโยงหรือลิงก์เข้ามาสู่เว็บไซต์ที่เราต้องการจัดทำเอสอีโอ

การสร้างเว็บเพจโดยการใช้เทคนิคเอสอีโอนั้น ไม่ได้หมายถึงการสร้างเนื้อหาที่เป็นที่ชื่นชอบต่อเสิร์ชเอนจินเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงผู้เยี่ยมชม ซึ่งวิธีการทำเอสอีโอนั้น อาจจะมีการเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโค้ดของเว็บไซต์, การนำเสนอ, โครงสร้างของเว็บไซต์ และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการทำเอสอีโอ ก็คือเนื้อหาที่มีประโยชน์ และจะต้องเป็นเนื้อหาต้นฉบับที่ไม่ได้ทำการคัดลอกหรือลอกเลียนมาจากเว็บไซต์อื่นใด

เราสามารถใช้โปรแกรมตรวจสอบอันดับในกูเกิ้ล (Google) ได้หลายโปรแกรม 1 ในโปรแกรมที่ใช้งานได้ง่ายคือ โปรแกรม Free Monitor for Google สามารถหา Keyword ได้หลาย Keyword พร้อมๆกัน

ประโยชน์ของการทำ SEO

  • เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น
  • เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มีมากขึ้น
  • เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเว็บไซต์
  • เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น
  • เพื่อเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ ให้เกิดการใช้งานโดยผู้ใช้ ไม่ใช่แค่เรากับเพื่อนเรา
  • ทำให้เกิดการคลิก และเข้าเว็บเรามากขึ้น อย่างต่อเนื่อง

แนะนำ jQuery WYSIWYG เจ๋งๆ (WysiBB)



jQuery plugin (WYSIWYG) editor มีหลากหลายตัวให้เลือกใช้ทั้งฟรีและไม่ฟรี แต่วันนี้ผมขอนำเสนอ WysiBB ซึ่งเป็น (WYSIWYG) editor ที่มีความสามารถพื้นฐานเหมือนๆกับ editor ตัวอื่นๆ แต่ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ สามารถรองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนได้ด้วย (Responsive) ทีสำคัญคือฟรีครับ แต่สามารถ Donate เป็นน้ำใจให้ผู้พัฒนาได้

สำหรับการใช้งานก็ไม่อยากครับ













หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆท่านนะครับ

HTML5 TUTORIAL ตอนที่ 1



เนื่องจากกระแส HTML5 ตอนนี้มาแรงมากครับ กระแสแรงพอ ๆ กับ CSS3 เลยทีเดียว แต่บางคนอาจเคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่รู้ว่า HTML5 มันเอาไว้ทำอะไรกันแน่ ผมก็เลยนำบทความนี้มาฝากกันครับ

บทความนี้นำมาจาก บล๊อค W3Avenue หากท่านใดชำนาญภาษาอังกฤษ อยากฝึกภาษา ก็สามารถตามลิงค์ไปอ่านบทความต้นฉบับได้เลยครับ

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแนะนำ HTML5 ให้ผู้ที่ยังไม่เคยใช้มาก่อน รวมถึงสอนการเขียนโค้ด HTML5 เบื้องต้นอีกด้วย หากท่านใดพอจะทราบเรื่อง HTML5 แล้ว ก็จะได้รู้ทิป เทคนิคต่าง ๆ จากบทความนี้ครับ

จุดเด่นของ HTML5

ความสามารถทั้งหมดของ HTML5 สามารถอ่านได้จาก เอกสารอย่างเป็นทางการของ HTML5(ภาษาอังกฤษ) ครับ หรือถ้าชอบอะไรง่าย ๆ สามารถอ่านได้จาก W3CSchool (ภาษาอังกฤษเช่นกัน แต่เข้าใจง่ายกว่ามาก)

ความสามารถเด่น ๆ ของมันก็คือ

  • Semantic Markup: โค้ดเป็นระเบียบทำให้ Search Engine เก็บข้อมูลได้ง่าย 
  • Form Enhancement: เพิ่มประสิทธิภาพของฟอร์ม 
  • เสียง / วีดิโอ: หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องที่ว่า HTML5 Video จะมาแทน Flash Video (.flv) 
  • Canvas: เอาไว้วาดรูป ตกแต่งรูป ซึ่งว่ากันว่าอาจมาแทนการวาดรูปในแฟลช (Adobe Flash) 
  • ContentEditable: สามารถคลิกบนข้อความในเว็บเพื่อแก้ไขได้จากตรงนั้นเลย 
  • Drag and Drop: ลากของมาวาง 
  • Persistent Data Storage: การเก็บข้อมูลบนเครื่องผู้ใช้ ซึ่งสามารถเก็บได้ถึงระดับฐานข้อมูลเลยทีเดียว 

บราวเซอร์ไหนรองรับ HTML5 บ้าง?

เว็บบราวเซอร์ (เช่น Internet Explorer, Firefox, Chrome etc.) เวอร์ชั่นใหม่ ๆ ได้เริ่มรองรับHTML5 แล้ว แต่ก็ไม่ได้รองรับความสามารถทั้งหมด ดังนั้นก่อนใช้ความสามารถไหนของ HTML5 แนะนำให้ตรวจสอบจาก ตารางเปรียบเทียบการรองรับ HTML5 และ CSS3 จากบราวเซอร์ต่าง ๆ

สำหรับท่านที่มีความรู้ด้าน Javascript อยู่แล้ว สามารถใช้ไลบรารี่ Modernizr ในการตรวจสอบว่าบราวเซอร์ซัพพอร์ท HTML5 และ CSS3 หรือไม่

และหากคุณต้องการทราบว่าคุณควรจะทำเว็บไซต์รองรับบราวเซอร์ไหนดี แนะนำให้ลองไปดูที่ Browser Market Share ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับว่าในขณะนี้บราวเซอร์ตัวไหนกำลังเป็นที่นิยมมากที่สุด

ตัวอย่างโค้ด HTML5




    
    HTML5 Document




จะเห็นว่าโค้ดสะอาดตากว่า HTML เวอร์ชั่นเก่ามากเลยครับ

การเขียนแบบ SEMANTIC MARKUP ของ HTML5

อย่างที่บอกไปว่า Semantic Markup เป็นการเขียนให้ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายครับ ซึ่งจะทำให้เก็บข้อมูลได้เร็วขึ้น และติดอันดับง่ายขึ้นด้วยครับ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเราจะสร้างกล่องอะไรขึ้นมาสักอัน เราจะใช้แท็ก ใช่มั้ยครับ แต่ตอนนี้พอเป็น HTML5 แล้ว เค้าก็เพิ่มแท็กที่เหมือนกับ
ขึ้นมา โดยมีคุณสมบัติเหมือนกัน (ใช้แท็กพวกนี้ ก็เหมือนใช้) ต่างกันที่แท็กใหม่แต่ละตัวจะบอกความหมายให้ Search Engine รู้ไม่เหมือนกัน เช่น แท็ก ก็จะบอกว่าอะไรที่ครอบอยู่ในนี้เป็น Footer เว็บไซต์ทั้งหมด ซึ่งเว็บบราวเซอร์ใหม่ ๆ ก็จะรองรับแท็กพวกนี้อยู่แล้ว (Firefox 3+, Safari 3.1+, Chrome 2+, Opera 9.6+) ยกเว้น Internet Explorer ซึ่งวิธีที่จะประกาศแท็กพวกนี้ใน IE แบบง่าย ๆ ก็คือใช้Javascript อันนี้: document.createElement(tagName) โดยวิธีใช้คำสั่งด้านบน ก็แทน tagName ด้วยชื่อแท็กที่จะประกาศ เช่น: document.createElement(“footer”); โดยถ้าจะประกาศหลายแท็กก็ต้องใช้คำสั่งนี้หลายรอบ ถ้าขี้เกียจมานั่งประกาศแท็กทั้งหมด ก็มี สคริปต์ HTML5 Enabling Script กับ IE Print Protectorซึ่งเอาไว้ประกาศ HTML5 แบบรวดเดียวเสร็จใน Internet Explorer และสำหรับคนที่ใช้ CSS Reset (เป็นไฟล์ CSS เอาไว้รีเซ็ตให้มาตรฐานของแท็กต่าง ๆ ในแต่ละบราวเซอร์ให้เหมือนกัน) ในงานบ่อย ๆ พอมาใช้ HTML5 ก็มี CSS Reset สำหรับ HTML5 ออกมาให้ใช้เหมือนกันครับ โดยมีอีกตัวชื่อ Reset5

ตัวอย่างหน้า HTML5 ที่รองรับ IE




    
    HTML5 Semantic Markup Demo: Cross Browser
    
    
    


    

Page Header

Page Sub Heading

Article Heading

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit.

Section Heading

Ut sapien enim, porttitor id feugiat non, ultrices non odio.
Section Footer: Pellentesque volutpat, leo nec auctor euismod

Section Heading

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit.
Club Heart Spade Diamond
FigCaption: Club, Heart, Spade and Diamond
Ut sapien enim, porttitor id feugiat non, ultrices non odio
Section Footer: Pellentesque volutpat, leo nec auctor euismod est.
Article Footer
Page Footer

จะเห็นได้ว่าไม่มีการใช้แท็กเลยแม้แต่แท็กเดียว ทำให้โค้ดมีความ Semantic มากขึ้น โดยเมื่อเรนเดอร์ในบราวเซอร์แล้วจะได้ผลลัพธ์ดังรูปนี้ครับ สามารถแวะไปดูเดโมของจริงได้ครับ สำหรับการ Validate HTML5 นั้น สามารถใช้ HTML5 Validator ได้เลยครับ

อ้างอิง : http://www.gu-soft.com/site/article/html5-tutorial-chapter-1.html

COLORTIP jQuery สร้างทูลทิปด้วย jQuery



วันนี้มี Plugin สำหรับทำ Tooltip มาฝากกันครับ เอาไปใช้ประโยชน์ในการทำ Tip เวลาเอา Mouse ไป RollOver และขึ้นคำแนะนำขึ้นมา อันนี้พิเศษตรงที่สีสันสวยงามครับ น่าใช้มากๆ ใครนึกไม่ออกมาดูภายด้านในเลยครับ

Download ได้ที่ URL นี้ครับ : http://tutorialzine.com/2010/07/colortips-jquery-tooltip-plugin

QR-CODE คืออะไร


QR-Code (ย่อมาจาก Quick Response Code) เป็นชนิดของบาร์โค้ดเมทริกซ์ (หรือรหัสสองมิติ) ออกแบบครั้งแรกเพื่อใช้สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ระบบได้กลายเป็นที่นิยมของนอกอุตสาหกรรมเนื่องจากการอ่านอย่างรวดเร็วและความจุขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับ รหัสประกอบด้วยโมดูลสีดำจัดอยู่ในรูปแบบตารางบนพื้นสีขาว ข้อมูลที่เข้ารหัสจะถูกสร้างขึ้นจากสัญลักษณ์ใด ๆ ของข้อมูล (เช่นสัญลักษณ์ไบนารีตัวอักษรและตัวเลขหรือคันจิ)
QR-Code สร้างขึ้นโดยโตโยต้า บริษัท เด็นโซ่เวฟในปี 1994 รหัส QR เป็นหนึ่งในประเภทที่นิยมที่สุดของบาร์โค้ดสองมิติ QR โค้ดถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เนื้อหาที่จะถอดรหัสที่ความเร็วสูง เทคโนโลยีที่ได้เห็นและมีการใช้บ่อยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึง สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่อยู่ในลำดับที่ 1-7 ของโลก ที่มีผู้บริโภคใช้งาน QR-Code มากที่สุด
QR Code เป็นบาร์โค้ด 2 มิติแบบเมตริกซ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Nippon Densoประเทศญี่ปุ่นในปี 2537 สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO/IEC 18004, JIS X 0510, JEIDA-55 และ AIM ITS/97/001 ISS-QR Code ลักษณะของบาร์โค้ดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีโมดูลข้อมูล 21×21 ถึง 177×177 โมดูล สามารถบรรจุข้อมูลได้มากที่สุด 7,089 ตัวเลขหรือ 4,296 ตัวอักษร ข้อมูลเลขฐานสอง 2,953 ไบต์ และตัวอักษรญี่ป่น 1,817 ตัวอักษร รูปแบบค้นหาของ QR Code อยู่ที่มุมทั้งสามของบาร์โค้ด คือ มุมซ้ายบน มุมซ้ายล่าง และมุมขวาบน  QR Code ส่วนใหญ่ใช้ในงานที่ต้องการบรรจุข้อมูลจำนวนมากลงในบาร์โค้ดและต้องการอ่าน ข้อมูลจากบาร์โค้ดอย่างรวดเร็ว
 ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบบาร์โค้ด 2 มิติชนิดต่างๆ
 บาร์โค้ด 2 มิติ
 
PDF417MaxiCode  Data MatrixQR Code 
 ผู้พัฒนา (ประเทศ) Symbol
Technologies
(สหรัฐอเมริกา)
 Oniplanar
(สหรัฐอเมริกา)
 RVSI Acuity
CiMatrix
 DENSO
 ประเภทบาร์โค้ด แบบสแต๊ก แบบเมตริกซ์  แบบเมตริกซ์  แบบเมตริกซ์
 ขนาดความจุข้อมูลตัวเลข  2, 710 138 3,116 7,089
 ตัวอักษร 1,850 93 2,355 4,296
 เลขฐานสอง 1,1018 - 1,556 2,953
 ตัวอักษรญี่ปุ่น 554 - 778 1,817
 ลักษณะที่สำคัญ- บรรจุข้อมูลได้มาก  - มีความเร็วในการอ่านสูง - บาร์โค้ดมีขนาดเล็ก
 - บาร์โค้ดมีขนาดเล็ก
- มีความเร็วในการอ่านสูง
- บรรจุข้อมูลได้มาก 
 มาตรฐานที่ได้รับ -ISO/IEC 15438
- AIM USS-PDF417
 -ISO/IEC 16023
-ANSI/AIM
BC10-ISS-MaxiCode
 - SIO/IEC 16022
ANSI/AIM
BC11-ISS-Data Maxtix
 - SIO/IEC 18004
- JIS X 0510
 JEUDA-55
- AIM ITS/97/001
ISS-QR Code
การนำเทคโนโลยีบาร์โค้ด 2 มิติมาใช้งาน
ตัวอย่างการใช้งานบาร์โค้ดแบบ QR Code
- ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการติดบาร์โค้ดบนชิ้นส่วนอะไหล่ยนต์ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลของอะไหล่ชิ้นนั้น เช่น ชื่อรุ่น รหัสอะไหล่ และประเภท
  ของอะไหล่ เป็นต้น
- ด้านกระบวนการผลิตสินค้ามีการติดบาร์โค้ด 2 มิติบนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เก็บข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของแผงวงจรนั้น

แนะนำ jQuery Plugin : jQuery Combogrid


ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก jQuery เพราะว่าในด้านการพัฒนาแอพลิชั่นบนเว็บนั้นดูเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นเลยทีเดียว (จริงๆ Javascript framework ก็มีหลายตัวนะ) jQuery คืออะไร บทความนี้ผมจะไม่พูดถึงแล้วนะครับ ผมจะข้ามไปที่ส่วนเสริม หรือ Plugin ตัวที่ผมจะนำเสนอเลย

jQuery Plugin

ถ้าพูดถึง jQuery plugin หลายๆคนคงเคยใช้ เ่ช่น jQuery datatable plugin , fancybox , colorbox , lightbox , autocomplete ฯลฯ แต่วันนี่ผมจะพูดถึง jQuery Combogrid

jQuery Combogrid

jQuery Combogrid คืออะไร ก็คือ Plugin หรือ ส่วนเสริมที่มาจากการใช้ jQuery framework ไปต่อยอดเป็นโปรเจคย่อยนั้นเอง jQuery Combogrid นั้นจะรวมเอาความสามารถของ jQuery Datatable และ jQuery Autocomplete มารวมกัน แล้วเอาไว้ทำอะไรล่ะ พูดสั้นๆก็คือเป็นการค้นหา แบบ Autocomplete หรือ Auto suggestions แต่แสดงผล จัดเรียง แบ่งหน้า แบบ Datatable

Screenshot



วิธีใช้งาน

ส่วนวิธีใช้งานนั้นก็ไม่ยากครับ เพียงแค่ include หรือ เรียกใช้ jQuery ก่อนแล้วเรียก jQuery Combogrid เข้ามาใ้ช้งาน


Download !!

ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม Options ต่างๆ สามารถศึกษาได้ที่ jQuery Combogrid

อ้างอิง : http://www.gu-soft.com/site/article/jquery-plugin-combogrid.html

MongoDB คืออะไร , NoSQL คืออะไร, การติดตั้ง MongoDB , แนะนำการใช้งาน MongoDB เบื้องต้น , การติดตั้ง Driver , Extension สำหรับ PHP เพื่อติดต่อกับ MongoDB

หลายๆคน คงเคยใช้งาน Database มาแล้วหลายๆตัว อาทิ เช่น Mysql , Mssql , Oracle , Postgress Sql และอื่นๆอีกมากมาย เราต่างก็รู้ว่า Database ประโยชน์ของมันก็คือ การจัดเก็บข้อมูลของเราเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกับข้อมูลรวมถึงการใช้งานข้อมูลร่วมกัน วันนี้ผมจะมาแนะนำ MongoDB แต่ก่อนที่จะแนะนำ MongoDB ผมจะขอพูดถึง NoSQLก่อน

MongoDB



NoSQL คืออะไร?

ปกติเราเคยได้ยินแต่ SQL (Structured Query Language) ซึ่งเป็นภาษามาตรฐานในการจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูล เราใช้มันในการ คิวรี่เลือกข้อมูลที่ต้องการเอามาจัดการ เพิ่ม ลบ แก้ไข ข้อมูล รวมถึงจัดการกับโครงสร้างของ ฐานข้อมูล ที่เราสร้างขึ้นมา โดยใช้ภาษา SQL ในการทำงาน แต่ NoSQL สรุปสั้นๆคือจะไม่มีภาษา SQL ให้เราใช้ แต่จะเป็นภาษา ที่เจ้าของ NoSQL แต่ละเจ้าสร้างขึ้นมาเอง ส่วนเรื่องของการทำงานนั้นจะเน้นความเร็วในการทำงานเป็นหลัก จะไม่เน้นในการสร้างความสัมพันธ์ของข้อมูล ดังนั้น ลืมเรื่องการ JOIN และ WHERE ไปได้เลย เพราะเหตุนี้จึงทำให้การทำงานของ NoSQL ไวขึ้น คิวรี่ข้อมูลได้เร็วขึ้น ส่วนเรื่องการคำนวณต่างๆเราก็ต้องมาทำที่โปรแกรมแทนซึ่งจะเป็นการลดภาระการทำงานของ Database ลง ซึ่งจะเหมาะกับระบบที่ทำงานกับข้อมูลมากมายมหาศาล แต่ไม่ซับซ้อนและมีการคำนวณมากนัก รวมถึงระบบที่เป็นการทำงานแบบเรียลไทม์ (Real Time) เช่น ระบบการจัดเก็บเอกสาร ระบบการจัดเก็บ Log รวมถึง Web2.0 ที่ต้องการ การอัพเดตแบบ Real time ลองนึกภาพ Facebook หรือ Twitter ที่มีคนเข้าใช้งานทั้งวันทั้งคืน มีการโพสข้อความ รวมถึงการแจ้งเตือนการ อัพเดตตลอดเวลา ถ้าหากมีการ JOIN หรือWHERE กว่าจะได้ข้อมูลก็คงจะใช้เวลานาน และผู้ใช้งานก็คงจะบ่นว่าช้า และเลิกใช้บริการในที่สุด

จริงๆ NoSQL มีหลายเจ้า ให้เลือกใช้งานทั้งฟรีและไม่ฟรี ดังนั้นสิ่งสำคัญในการนำมาใช้งานก็คือ ควรจะเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับงานของเรา (รายละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://nosql-database.org/)
บทความนี้ผมจะพูดถึง MongoDB เท่านั้น หากใครสนใจตัวอื่นๆก็สามารถเข้าไปศึกษาจากเว็บไซต์ http://nosql-database.org/ได้เลยครับ

การติดตั้ง MongoDB

การติดตั้ง MongoDB นั้นทำได้ไม่ยากครับ ซึ่ง MongoDB สามารถติดตั้งและใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Windows , Linux รวมถึง OSX แต่ในบทความนี้ผมจะพูดถึงการติดตั้ง MongoDB บน ระบบปฏิบัติการ Windows นะครับ เริ่มจากการดาวน์โหลดชุดติดตั้งสำหรับ Windows มีทั้ง 32bit และ 64bit Download MongoDB for Windows


หลังจากดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งเสร็จแล้วให้ทำการคลายชิปไฟล์ (แตกไฟล์) ออกมาเราจะได้โฟล์เดอร์ mongodb-win32-i386-[version] หรือ mongodb-win32-x86_64-[version] (สำหรับ windows 64 bit)


จากนั้นให้ทำการ Cut หรือ Copy โฟล์เดอร์ ไปวางไว้ใน Local Disk หรือ Directory ที่คุณต้องการ จากตัวอย่างผมเอาไปวางไว้ที่ ไดร์ฟ C:\mongodb-win32-i386-2.4.4


เมื่อทำการคลิ๊กเข้าไปดูใน โฟล์เดอร์ mongodb-win32-i386-2.4.4 จะเห็นว่า มีโฟล์เดอร์ Bin อยู่ข้างในซึ่งเก็บไฟล์และเครื่องมือต่างๆของ MongoDB ไว้ จากนั้นให้ทำการ เปิด Command Lind (CMD) โดยคลิก Start > run > cmd แล้วคลิกขวาเลือกRun as administrator


ขั้นตอนต่อไปให้ทำการสร้าง โฟล์เดอร์ขึ้นมาตั้งชื่อว่า data และในโฟล์เดอร์ data ให้สร้าง โฟล์เดอร์ย่อยขึ้นมาอีกหนึ่งโฟล์เดอร์แล้วตั้งชื่อว่า db หรือ พิมพ์คำสั่ง Make Directory บน Command Line ก็ได้ เราจะได้โฟล์เดอร์ data/db

>cd\
>md data\db



หลังจากนั้นให้ทำการสร้าง Log สำหรับ MongoDB โดยทำการสร้างโฟล์เดอร์ไว้ใน Directory ของเราสำหรับเก็บ log MongoDB

>md C:\mongodb-win32-i386-2.4.4\log

สร้างแฟ้มการกำหนดค่า logpath สำหรับ MongoDB ใน Command Prompt โดยการพิมพ์คำสั่งนี้:

>echo logpath = C:\mongodb-win32-i386-2.4.4\log\mongo.log > C:\mongodb-win32-i386-2.4.4\bin\mongod.cfg

จากนั้น Start การทำงาน MongoDB ด้วยคำสั่งดังต่อไปนี้ถือว่าเป็นอันเสร็จสมบูรณ์

>cd mongodb-win32-i386-2.4.4\bin
>mongod




จากนั้นเปิด Command Line มาอีกตัว แล้วลองพิมพ์คำสั่งดังต่อไปนี้ โดยเข้าไปยัง Path ของ MongoDB ก่อน

>cd mongodb-win32-i386-2.4.4\bin
>mongo
>show databases


ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะพบกับ Database พื้นฐานของ MongoDB


สำหรับคำสั่ง หรือ Command ของ MongoDB นั้น สามารถศึกษาได้จากที่นี่ http://docs.mongodb.org/manual/reference/command/

มาถึงขั้นตอนนี้เราก็สามารถที่จะใช้งาน MongoDB ได้แล้ว แต่ถ้าเราทำการ Restart หรือ Shutdown Windows ไปแล้วเปิด หรือบูตขึ้นมาใหม่เราก็จะต้องทำการ ไปเปิดการใช้งาน MongoDB ทุกๆครั้ง ดังนั้นเราจึงต้องทำการ Install service ของ MongoDB ให้สามารถทำงาน ในทุกๆครั้งที่เราเปิดหรือบูตเครื่องขึ้นมาใหม่ โดยสามารถทำได้ ดังนี้

การติดตั้ง Service MongoDB


เปิด Command Line (CMD) โดยเลือก Start > run >cmd แล้วคลิกขวาเลือก Run as administrator จากนั้นพิมพ์คำสั่ง

>C:\mongodb-win32-i386-2.4.4\bin\mongod.exe –config C:\mongodb-win32-i386-2.4.4\bin\mongod.cfg –install

การ Start Service ของ MongoDB สามารถทำได้ โดยการพิมพ์คำสั่ง ดังนี้

>net start MongoDB

การ Stop Service ของ MongoDB สามารถทำได้ โดยการพิมพ์คำสั่ง ดังนี้

>net stop MongoDB

และการลบ Service MongoDB ออกจาก Windows สามารถทำได้ โดยการพิมพ์คำสั่ง ดังนี้

>C:\mongodb-win32-i386-2.4.4\bin\mongod.exe –remove

การติดตั้ง Driver ,Extension สำหรับ PHP เพื่อใช้งาน MongoDB

จริงๆแล้ว MongoDB รองรับการเขียนโปรแกรมได้หลายภาษา แต่ผมจะยกตัวอย่างการติดตั้งสำหรับ PHP เท่านั้น สำหรับภาษาอื่นๆ สามารถดูได้ที่นี่ http://docs.mongodb.org/ecosystem/ การติดตั้ง Driver MongoDB สำหรับ PHP เริ่มแรกให้ท่านเข้าไปทำการโหลด Driver สำหรับ PHP ก่อนที่ https://s3.amazonaws.com/drivers.mongodb.org/php/index.html โดยผมเลือกเวอร์ชั่นล่าสุด คือ php_mongo-1.4.1.zip สำหรับภาษาอื่นๆ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ http://docs.mongodb.org/ecosystem/drivers/ เมื่อทำการดาวน์โหลดเสร็จแล้วทำการคลายชิปไฟล์ (แตกไฟล์) เราจะเห็นไฟล์ Extension สำหรับ PHP จากนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมก็จะทำการนำไฟล์ไปใส่ไว้ที่ C:\AppServ\php5\ext กรณีที่ใช้ Appserv สำหรับตัวอื่นๆก็นำไปใส่ไว้ใน path php\ext ของแต่ละตัว จากนั้นทำการแก้ไขไฟล์ php.ini เปิดการใช้งาน extension=php_mongo.dll ตรงนี้ให้ทำการตรวจสอบ Version ของ PHP ที่คุณใช้ก่อนนะครับตรวจสอบจาก http://127.0.0.1/phpinfo.php และนำไฟล์ php_mongo.dll ที่ตรงกับ PHP version ที่คุณใช้อยู่ไปใส่ในโฟล์เดอร์ C:\AppServ\php5\ext


จากนั้นทำการ Restart service apache ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเมื่อเปิด http://127.0.0.1/phpinfo.php เพื่อตรวจสอบจะพบว่า mongodb ได้เปิดใช้งานเรียบร้อยแล้ว